TKP HEADLINE

วัดสายไหม


 วัดสายไหม เป็นวัดเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานีค่ะ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2441 โดยผู้ที่ถวายที่ดินในการสร้างวัดคือ หม่อมราชวงศ์หญิงน้อย และหม่อมหลวงนุ่ม โดยมีเนื้อที่ 7 ไร่ 35 ตารางวา ต่อมาในปี พ.ศ.2514 ทางวัดได้จัดซื้อที่ดินขยายขอบเขตวัดออกไปอีก 7 ไร่ 12 ตารางวา ภายในพระอุโบสถ มีพระประธาน คือ พระพุทธชินราชจำลอง อีกทั้งยังมี พระพุทธโสธรองค์จำลอง และรูปหล่อ พระอธิการญัติ อุตตโม อดีตเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดสายไหม (พ.ศ. 2441-2490) ให้เราได้ไหว้พระอิ่มบุญอิ่มใจกัน อ่านเพิ่มเติม

ก่อเจดีย์ทรายแฟนซี

 


ก่อเจดีย์ทรายแฟนซี

ภูมิหลัง/ความเชื่อ ประเพณีก่อเจดีย์ทราย เป็นประเพณีที่สำคัญประเพณีหนึ่งที่จัดขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของชาวไทย ซึ่งเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาโดยตรง โดยคนไทยผูกโยงกับคติความเชื่อเรื่องเวรกรรมในพระพุทธศาสนา มีการก่อเจดีย์ทรายถวายวัดเพื่อนำเศษดินทรายที่ติดเท้าออกจากวัดไปมาคืนวัดในรูปของเจดีย์ทรายและเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาให้เป็นกุศลอานิสงส์ และยังเป็นกุศลโลบายของคนไทยในอดีตให้มีการรวมตัวของคนในชุมชน เพื่อร่วมกันจัดประเพณีรื่นเริงเป็นการสรรค์สร้างความสามัคคีของคนในชุมชนด้วย เพื่อสืบสานวัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามของไทย สร้างความรัก ความสามัคคีของคนในครอบครัว ชุมชน และในสมัยก่อนเมื่อเราเข้าวัด เดินเข้าออกจากวัด อาจมีเม็ดทรายที่ติดไปกับรองเท้า การก่อเจดีย์ทรายส่วนหนึ่งเพื่อให้เราได้ทำบุญด้วยการขนทรายเข้าวัด เพื่อประโยชน์เกื้อกูลต่อพระพุทธศาสนา แล้วยังเพิ่มความรัก ความอบอุ่นในครอบครัวที่ได้ร่วมใจกันประกอบกิจอันเป็นกุศล อ่านเพิ่มเติม

ขนมกง

 

ขนมกง

อำเภอลำลูกกา ได้เริ่มทำขนมกง โดย นางมะลิ สุดเวหา ที่ได้รับการถ่ายทอดการทำขนมกง ขนมชะมดงาดำมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นขมที่ใช้ในงานพิธีประเพณีไทย เช่น เทศน์มหาชาติ งานมงคลสมรส ใช้สำหรับตักบาตรในพิธีอุปสมบท โดยได้ทำขนมดังกล่าวมาโดยตลอด

ซึ่งป้ามะลิ ได้ชักชวนคนในชุมชนมาฝึกทำขนมกง ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อกันมาจากบรรพบุรุษ ประกอบกับการที่สตรีในหมู่บ้านว่างจากงานประจำและต้องการมีรายได้เพิ่ม จึงได้เกิดการรวมตัวกันช่วยกันจำหน่ายและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของกลุ่มทำให้เกิดรายได้อย่างมั่นคงและสร้างชื่อเสียงให้ ชุมชนสวนส้มพัฒนา ให้เป็นที่รู้จักกันมาจนปัจจุบัน โดยมีการสาธิตการทำขนมกง เป็นวิทยากรให้ความรู้ทั่วไป ฝึกอาชีพ และฐานข้อมูลให้นักเรียนมาศึกษาเรียนรู้ อ่านเพิ่มเติม

อนุสรณ์สถานแห่งชาติ

 


อนุสรณ์สถานแห่งชาติ

อนุสรณ์สถานแห่งชาติ เป็นโครงการที่กระทรวงกลาโหมเสนอต่อคณะรัฐมนตรี โดยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานสมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอนุสรณ์สถานแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2537 ภายในประกอบด้วยหมู่อาคารต่างๆ อาทิ ลานประกอบพิธี อาคารประกอบพิธี อาคารประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร อาคารภาพปริทัศน์ พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง นิทรรศการภายในเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์และวีรกรรมสำคัญในการสู้รบต่างๆ ของไทย วิวัฒนาการเครื่องแบบทหารต่างๆ ของไทย เป็นต้น ส่วนผนังกำแพงโดยรอบอาคารประกอบพิธี จารึกนามผู้กล้าหาญที่เสียชีวิตในการสู้รบเพื่อปกป้องประเทศชาติในการสู้รบในสมรภูมิรบต่าง ๆ ส่วนภายในอาคารปริทัศน์แสดงภาพวาดสีน้ำมันเขียนด้วยสีอคริลิค ป็นภาพจิตรกรรมไทยร่วมสมัย ร้อยเรียงประวัติศาสตร์ชาติไทยผ่านเหตุการณ์การสู้รบต่างๆ โดยมีอาจารย์ปรีชา เถาทอง เป็นหัวหน้าคณะออกแบบ

ผลิตภัณฑ์จากหนัง ตำบลคูคต

 



ตำบลคูคตอยู่ในเขตอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นเขตที่ตั้งปริมณฑลเป็นที่รองรับการขยายตัวของประชากรในเขตกรุงเทพมหานคร ทําให้มีการลงทุนในด้านที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น มีการขยายตัวทางการเศรษฐกิจ โดยมีการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมขึ้นใน บริเวณในเขตย่านชุมชน จะเป็นอาคารพาณิชย์ มีห้างสรรพสินค้าใหญ่ คือ ศูนย์การค้าเชียร์รังสิต มีตลาดขายส่งสินค้า ซึ่งเป็นของเอกชน ได้แก่ ตลาดสี่มุมเมือง นอกจากนั้นยังมีร้านค้าส่ง - ร้านค้าปลีกต่าง ๆ มากมาย และโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้มีเศษวัสดุ เศษหนังจากการทำร้านฟอร์ นิเจอร์ ซึ่งเป็นปัญหาขยะในชุมชนเพิ่มมากขึ้น อ่านเพิ่มเติม

วัดสวนมะม่วง

 


วัดสวนมะม่วง

ที่ตั้ง 1 หมู่ 4 ตำบลบ้านงิ้ว อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี

ประวัติ

ประวัติวัดสวนมะม่วง มีเนื้อที่ 9 ไร่ 2 งาน 20 ตรว. ตั้งอยู่ที่ บ้านสวนมะม่วง หมู่ 4 ต.บ้านงิ้ว อ.สามโคก

จ.ปทุมธานี วัดสวนมะม่วง ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ.2415 วัดสวนมะม่วง สร้างโดย นามตามลักษณะภูมิประเทศ มาแต่แรกเริ่ม สร้างวัดซึ่งเป็นสวนมะม่วงส่วนมาก บริเวณหมู่บ้านละแวกนี้ จึงเรียกว่าบ้านสวน มะม่วง เมื่อสร้างวัดขึ้นแล้วก็ขนานนามว่าวัดสวนมะม่วง


ลักษณะเด่น

วัดสวนมะม่วง เป็นวัดที่สอนวิปัสสนา กรรมฐานแบบยุบหนอ-พองหนอ ตามแนวสติปัฎฐาน4

โดยมี พระอาจารย์เดือน เป็นผู้อบรม สอนเดินจงกรม และนั่งสมาธิ และเทศนาธรรม ซึ่งพระอาจารย์เดือน ได้ผ่านการอบรม วิปัสสนาภาวนา ท่านสามารถ มาปฏิบัติธรรมได้ ตั้งแต่ เย็น วันศุกร์ – วันอาทิตย์ ท่านสามารถมาบวชเนกขัมมะ ตามกำลังของท่านเช่น บวชเช้า ลาสิกขาเย็นก็ได้ ไม่ได้เจาะจง ที่สำคัญคือท่านสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติที่บ้านได้ และไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น


เบอร์โทรติดต่อ

พระครูปทุมภาวนาพิสิฐ

(พระอาจารย์เดือน) ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาส

เบอร์โทรติดต่อ 081-267-1447

ขอบคุณข้อมูลข้อความและรูปภาพจาก

http://suanmamuang.siam2web.com

ฐานการเรียนรู้การปักผ้าสไบมอญ



 ฐานการเรียนรู้การปักผ้าสไบมอญ

ชื่อ ฐานการเรียนรู้การปักผ้าสไบมอญ

ที่ตั้ง บ้านเลขที่ 19 หมู่ 2 ตำบลบ้านงิ้ว อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี

ประวัติ

การจัดตั้งฐานการเรียนรู้การปักผ้าสไบมอญ มีแนวคิดมาจาก คนในชุมชนเป็นชาวมอญมาตั้งแต่อดีต โดยมีหน่วยงานที่ร่วมจัดกิจกรรม ม.วไลยอลงกรณ์ฯ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้าน อบต.ตำบลบ้านงิ้ว และกศน.ตำบลบ้านงิ้ว

ลักษณะเด่น

ฐานการเรียนรู้การปักผ้าสไบมอญ มีการสอนปักผ้าสไบมอญ การปักลวดลายบนที่รองแก้ว ที่รองจาน ละปลอกหมอน ซึ่งลวดลายมีความเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน

ช่องทางการติดต่อ

นางสุดสายใจ แสงนาค

เบอร์โทรศัพท์ 086-5539166

ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภาษามอญ



ภูมิปัญญาท้องถิ่น (ภาษามอญ)

ความเป็นมาของชาวมอญตำบลบ้านงิ้ว

ตำบลบ้านงิ้ว อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี มีชาวมอญเชื้อสายไทยตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่บริเวณริมแม่น้ำตำบลบ้านงิ้ว เป็นจำนวนมากตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบันเนื่องจากเมื่อปีพ.ศ.2310 ไทยเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่า พญาเมืองกลายเป็นหมู่บ้านร้างลืม ผู้คน ถูกกวาดต้อนเข้าสู่ศึกสงคราม ความพ่ายแพ้บ้านเมืองถูกเผา ผู้คนล้มตายศพถูกทิ้งเกลื่อนเต็มลำาน้ำ ผู้คนถูกพม่าข้าศึก กวาดต้อนไปเป็นทาสใช้แรงงานยังเมืองพระโค พร้อมทรัพย์สมบัติที่ปล้นไปจากกรุงศรีอยุธยา พญาเมืองก็สิ้นกลายเป็นเมือง ร้าง วัดวาอารามบ้านเรือนถูกทำลายกลายเป็นซากโบราณสถานไร้ผู้คนอาศัย สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบามสมเด็จพระพุทธ เลิศหล้านภาลัย (พ.ศ.2352-2367) ในปี พ.ศ.2358 ชาวมอญถูกพม่ากดขี่ข่มเหงได้รับความลำบากยากเข็ญ จึงพากันอพยพ เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารทางด่านเจดีย์สามองค์ โปรดให้กรมพระราชวังบวรสถานมงคลเสด็จขึ้นไปรับครัวมอญ 40,000 คน โปรดให้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองนนทบุรีและเมืองสามโคกในส่วนของเมืองสามโคกทางการได้กำหนดเขตให้อยู่เป็นหมู่เหล่าแต่งตั้งหัวหน้าควบคุมสังกัดมูลนาย ทางการได้จัดจากจัดไม้สำหรับปลูกสร้างบ้านเรือนตลอดจนเสบียงอาหารพระราชทาน ในส่วนพญาเมืองเป็นบ้านเมืองร้างภายหลังศึกสงครามก็เริ่มมีการอพยพผู้คนไปตั้งบ้านเรือนแล้วแต่ไม่มากนัก ยังมีพื้นที่ว่างรกร้างอีกทั้งวัดวาอาราม ครั้งแผ่นดินสมัยอยุธยาที่ชำรุดทรุดโทรมเป็นอันมาก เช่นวัดร้างบริเวณวัดสองพี่น้องไม่ น้อยกว่า 2 วัด จึงให้ชาวมอญจากเมืองเมาะตะมะที่อพยพมาจากหมู่บ้าน "ฮะกราด" ตั้งบ้านเรืองอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นบ้านมอญหมู่ใหญ่ และได้บูรณะปฏิสังขรณ์และสร้างวัดขึ้นใหม่เป็นศูนย์กลางในการปฏิบัติธรรมของชาวพุทธให้ชื่อว่า "วัด สองพี่น้อง" ซึ่งมีชาวมอญอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

ภาษามอญ นักภาษาศาสตร์จัดโครงสร้างภาษามอญให้อยู่ในตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก (Austroasiatic Languages Family) กลุ่มภาษามอญ-เขมร (Mon-Khmer) พูดโดยชาวมอญ ที่อาศัยอยู่ในพม่า และไทย ภาษาตระกูลมอญ-เขมรมีการใช้มานานประมาณ 3,000-4,000 ปีมาแล้ว มีผู้ใช้ภาษานี้อยู่ประมาณ 5,000,000 คน

การจัดตระกูลภาษา ถือว่าอยู่ในตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้กันอยู่ในแถบอินโด จีนและทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย และเมื่อพิจารณาลักษณะทางไวยากรณ์ ภาษามอญ จัดอยู่ในประเภทภาษารูปคำติดต่อ (Agglutinative) อยู่ในกลุ่มภาษาตะวันออกเฉียงใต้ (South Eastern Flank Group) ซึ่งมีนักภาษาศาสตร์ ชื่อ วิลเฮล์ม ชมิดท์ (Willhelm Schmidt) ได้จัดให้อยู่ในตระกูลภาษาสายใต้ (Austric Southern family)

พระยาอนุมานราชธน (อ้างถึงใน จำปา เยื้องเจริญ และจำลอง สารพัดนึก : 2528) ได้กล่าวถึง ภาษา มอญไว้ว่า “ภาษามอญ นั้นมีลักษณะเป็นภาษาคำโดด ซึ่งมีรูปภาษาคำติดต่อปน ลักษณะคำมอญ จะมีลักษณะ เป็นคำพยางค์เดียว หรือสองพยางค์ ส่วนคำหลายพยางค์ เป็นคำที่ได้รับอิทธิพลจากภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาบาลีและสันสกฤต อาจกล่าวได้ว่า ภาษามอญ เป็นภาษาที่มีโครงสร้างไม่ซับซ้อน ไม่มีการผันคำนาม คำกริยา ตามกฎบังคับทางไวยากรณ์ ประโยคประกอบด้วย คำที่ทำหน้าประธาน กริยา และกรรม ส่วนขยาย อยู่หลังคำที่ถูกขยาย

อักษรมอญ พัฒนามาจากอักษรพราหมี ผ่านทางอักษรปัลลวะ และเป็นแม่แบบของอักษรอื่น เช่น อักษรพม่า อักษรไทย อักษรลาว อักษรล้านนา อักษรไทลื้อ อักษรธรรมที่ใช้เขียนคัมภีร์ในล้านนาและล้านช้าง อักษรพม่าไม่สามารถใช้แทน อักษรมอญได้ แต่อักษรมอญนั้น สามารถใช้แทนอักษรพม่าได้

อักษรมอญโบราณพัฒนามาจากอักษรยุคหลังปัลลวะ (พุทธศตวรรษ 17-18) พบจารึกอักษรนี้ในเขต หริภุญชัย เช่นที่ เวียงมโน เวียงเถาะ รูปแบบของอักษรมอญต่างจากอักษรขอมที่พัฒนาจากอักษรในอินเดียใต้ รุ่นเดียวกันคือ อักษรมอญตัดบ่าอักษรออกไป ทำให้รูปอักษรค่อนข้างกลม ส่วนอักษรขอมเปลี่ยนบ่าอักษรเป็น ศกหรือหนามเตย (ดู ตารางที่ 1 และ 2) บรรณานุกรม จากตารางที่ 1 และ 2

ทำให้เราเห็นอิทธิพลของอักษรมอญที่มีผลต่ออักษรไทย โดยรูปสัณฐานของ อักษรมอญจะเป็นทรงกลม มน และโค้ง อักษรมอญโบราณเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า อารยธรรมไทยสืบสาย  จากแม่ที่เป็นชาวมอญ อักษรมอญปัจจุบันว่ามิใช่เพียงแค่รูปเขียนที่คล้ายคลึงกับอักษรไทย, อักษรพม่า และอักษร ลาว ทว่าการออกเสียงพยัญชนะมอญมีความคล้ายคลึงกับการอ่านออกเสียงพยัญชนะไทย


ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภาษามอญ

นางสาวสมทรง รัฐถานาวิน

ที่ตั้ง 68 หมู่ 2 ต.บ้านงิ้ว อ.สามโคก จ.ปทุมธานี

เป็นผู้มีความรู้ เกี่ยวกับภาษามอญ วัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญ เป็นอย่างดี ช่วยเหลืองานในชุมชนอย่างต่อเนื่อง มีอัธยาศัยดี และอยู่ในชุมชนชาวมอญมานานกว่า 60 กว่าปี และท่านก็ยังอยู่ในกลุ่มอาชีพการปักผ้าสไบมอญ และกลุ่มยังได้รับรางวัลเกี่ยวกับการปักลวดลายผ้าสไบมอญ ซึ่งกศน.อำเภอสามโคก ก็ได้ส่งเสริมสนับสนุนการปักลวดลายบนผ้าสไบมอญ ท่านได้ใช้ภาษามอญในการดำเนินชีวิตประจำวัน เพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมทางด้านภาษาของชาวมอญ

นางสาวสมทรง รัฐถานาวิน ได้ตระหนักถึงความสำคัญของวัฒนธรรมภาษามอญ ซึ่งชุมชนบ้านงิ้วเป็นชุมชนชาวมอญที่ตั้งถิ่นฐานอยู่มานานกว่า 60 ปี ภาษามอญ ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของชุมชนตำบลบ้านงิ้ว เพื่อเป็นการสืบสานวัฒนธรรมของชาวมอญ นางสาวสมทรง รัฐถานาวิน จึงนำภาษามอญมาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การรวมกลุ่มทำกิจกรรมชุมชนไม่ว่าจะการรวมกลุ่มเรียนวิชาชีพที่กศน.สามโคกสนับสนุนท่านก็พูดภาษามอญสื่อสารกับ คนในกลุ่ม เพื่อให้คนรุ่นหลังได้รู้จักภาษามอญ และอนุรักษ์ภาษามอญไว้

ข้อมูลเนื้อหาเรื่องราวโดย

1.http://banngew.go.th

2.http://culture.mcru.ac.th

เรียบเรียงเนื้อหาโดย นางกิตติญา บางชวด (ผู้ส่งบทความ)


ภูมิปัญญาทางด้าน การปักสไบมอญ ,การทำดอกไม้,การถักกระเป๋าโครเชต์




 ชื่อ : นางอิสรียาภรณ์ รังสิคุต

ชื่อเล่น : ทิพย์

อายุ : 66 ปี

เกิด : วันที่ 7 กรกฎาคม 2499

ที่อยู่ : 58/206 หมู่บ้านขจีนุช ถนน 345 หมู่ 7

ตำบลคลองพระอุดม อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี

Line ID : tip 58206 FB : ทิพย์ ใจดี

Email : itsariyaporn 083292@gmail.com

อดีต : รับราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ภูมิปัญญาทางด้าน การปักสไบมอญ ,การทำดอกไม้,การถักกระเป๋าโครเชต์,การถักกระเป๋าเก็บความเย็นจากเชือกร่ม,โอ่งผ้าไหม,การร้อยพวงมาลัย,การสานเส้นพลาสติก ฯลฯ

วัดเจดีย์ทอง

 


วัดเจดีย์ทอง

ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ปทุมธานี เอกลักษณ์ของวัด คือ เจดีย์สีทอง สร้างในสมัยต้น กรุงรัตน โกสินทร์โดยชาวมอญ เป็นสถาปัตยกรรมมอญที่เลียนแบบมาจากเจดีย์จิตตะกองของพม่าเป็นเจดีย์ทองบ้างเจดีย์สีขาวบ้าง พระพุทธรูป ศักดิ์สิทธิ์คือพระพุทธรูปหยกขาว ศิลปะล้านนา

ข้าวกล้องงอก

 



ข้าวกล้องงอก

ชื่อ นายเดชา เครือโชติ

ที่ตั้งบ้านเลขที 33/2 หมู่ 8 ตำบลคลองควาย 084-8098859

ลักษณะเด่น

ภูมิปัญญาท้องถิ่น ข้าวกล้องงอก

กลุ่มเกษตรกรเฉลิมพระเกียรติบ้านทางยาวเริ่มต้นมาจากนายเดชา เครือโชติ ผู้เคยเป็นอดีตผู้ใหญ่บ้านของชุมชนบ้านทางยาว นาย เดชาประกอบอาชีพเกษตรกรมาอย่างยาวนาน และส่วนใหญ่จะนิยมปลูกข้าวหอมปทุมที่มีความหอมนุ่มและอร่อย สามารถรับประทานได้ทุกช่วงวัย ซึ่งจะใช้เวลาปลูกอยู่ที่ 4 เดือน แตกต่างจากข้าวพันธุ์ใหม่ที่ใช้เวลาปลูกเพียง 3 เดือน ทำให้คนในหมู่บ้านส่วนมากนิยมปลูกข้าวพันธุ์ใหม่กันมากกว่า แต่ด้านข้อเสียของข้าวพันธุ์ใหม่คือผลผลิตไม่สามารถรับประทานได้เหมือนข้าวหอมปทุมเพราะข้าวมีความแข็ง จึงนิยมนำไปแปรรูปเป็นแป้งแทน ซึ่งราคาที่ได้เท่ากับข้าวพันธุ์ใหม่ที่ใช้ระยะเวลาการปลูกน้อยกว่า นายเดชาจึงเล็งเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนจะเริ่มจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนฯในปี 2545 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวหอมปทุมประกอบกับเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับผู้บริโภค

รูปภาพจาก https://district.cdd.go.th/samkhok/

ข้อคิดเห็นจากเครือข่าย TKP

 
Copyright © 2018 ศูนย์ข้อมูลความรู้ประชาชนจังหวัดปทุมธานี. Designed by OddThemes > Developed by mediathailand